วิธีเลือก BTU แอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง พร้อมสูตรคำนวณ ตารางเปรียบเทียบ และปัจจัยเรื่องแดด จำนวนคน และความสูงฝ้า เพื่อให้แอร์เย็นพอดีและไม่ทำงานหนัก

กำลังเลือกซื้อแอร์ใหม่ แต่ไม่แน่ใจว่าควรใช้ขนาด 9,000 BTU, 12,000 BTU หรือ 18,000 BTU ดี? เรื่องนี้ไม่ควรตัดสินใจจากราคา หรือเลือกเครื่องใหญ่ที่สุดไว้ก่อน เพราะขนาด BTU มีผลโดยตรงต่อความเย็น การใช้พลังงาน และภาระการทำงานของเครื่อง
หากเลือก BTU ต่ำเกินไป แอร์อาจทำงานต่อเนื่อง เย็นช้า และไม่สามารถรักษาอุณหภูมิได้ตามต้องการ แต่หากเลือก BTU สูงเกินความจำเป็น เครื่องอาจตัดการทำงานเร็วเกินไป ควบคุมความชื้นได้ไม่เหมาะสม และทำให้ต้องจ่ายค่าตัวเครื่องสูงขึ้นโดยไม่จำเป็น
ในมุมของพี่ช่าง ช่างดีอยากแนะนำว่า การ เลือก BTU แอร์ให้เหมาะกับขนาดห้อง ต้องดูมากกว่าพื้นที่ตารางเมตร เพราะยังมีเรื่องทิศทางแดด ความสูงของฝ้า จำนวนคน เครื่องใช้ไฟฟ้า และลักษณะการใช้งานของห้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจว่า BTU คืออะไร คำนวณอย่างไร ห้องแต่ละขนาดควรเลือกแอร์ประมาณกี่ BTU และควรตรวจอะไรบ้างก่อนซื้อและติดตั้งจริง
BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit เป็นหน่วยที่ใช้บอกความสามารถในการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ
พูดให้เข้าใจง่ายคือ ตัวเลข BTU ยิ่งสูง เครื่องก็ยิ่งรองรับภาระความร้อนและพื้นที่ได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าแอร์ BTU สูงจะเหมาะกับทุกห้อง
สิ่งสำคัญคือการเลือกขนาดให้สัมพันธ์กับพื้นที่และภาระความร้อนจริง เพื่อให้เครื่องทำความเย็นได้พอดี ไม่ทำงานหนักเกินไป และไม่ใหญ่เกินความจำเป็น
การเลือก BTU ที่เหมาะสมช่วยให้เครื่องทำงานสัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ ลดปัญหาห้องไม่เย็น และช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องลดอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ
เมื่อขนาดเครื่องเล็กกว่าภาระความร้อนของห้อง แอร์อาจต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อพยายามลดอุณหภูมิให้ถึงค่าที่ตั้งไว้
อาการที่อาจพบ ได้แก่
ห้องเย็นช้าหรือเย็นไม่ทั่ว
แอร์ทำงานนานและไม่ค่อยตัด
ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำลงเรื่อย ๆ
เย็นเฉพาะบริเวณใกล้ตัวเครื่อง
ค่าไฟเพิ่มขึ้นจากการทำงานต่อเนื่อง
คอมเพรสเซอร์รับภาระมาก
อายุการใช้งานของเครื่องอาจลดลง
การเลือกเครื่องใหญ่เกินความจำเป็นไม่ได้หมายความว่าจะประหยัดไฟกว่าเสมอไป เพราะเครื่องอาจลดอุณหภูมิได้เร็วแล้วตัดการทำงานบ่อย
ปัญหาที่อาจพบ ได้แก่
อุณหภูมิภายในห้องไม่สม่ำเสมอ
เครื่องตัดและเริ่มทำงานบ่อย
ความชื้นภายในห้องลดลงไม่เหมาะสม
รู้สึกเย็นเร็วแต่ห้องยังชื้น
ลมแรงเกินความสบาย
ราคาตัวเครื่องและค่าติดตั้งสูงขึ้น
ใช้กำลังเครื่องเกินความจำเป็น
พี่ช่างจึงแนะนำให้เลือกขนาดที่ใกล้เคียงภาระความร้อนจริงของห้อง ไม่ควรเลือกเล็กเพื่อประหยัดราคาซื้อ และไม่ควรเลือกใหญ่ไว้ก่อนโดยไม่มีการประเมิน
การประเมินแบบง่ายสามารถเริ่มจากสูตรดังนี้
BTU โดยประมาณ = ความกว้างห้อง × ความยาวห้อง × ค่าความร้อนของพื้นที่
ค่าความร้อนที่ใช้คำนวณอาจแตกต่างตามสภาพห้อง โดยสามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้ดังนี้
ลักษณะห้อง | ค่าคำนวณโดยประมาณ |
|---|---|
ห้องไม่โดนแดดมาก ใช้งานทั่วไป | 600–700 BTU/ตร.ม. |
ห้องพักอาศัยทั่วไป | 700–800 BTU/ตร.ม. |
ห้องโดนแดดหรือมีความร้อนมาก | 800–1,000 BTU/ตร.ม. |
ร้านค้า สำนักงาน หรือมีคนใช้งานมาก | ควรประเมินภาระความร้อนเพิ่มเติม |
ตัวเลขนี้ใช้สำหรับประเมินเบื้องต้นเท่านั้น ก่อนซื้อควรดูปัจจัยอื่นร่วมด้วย โดยเฉพาะทิศทางแดด ความสูงของฝ้า จำนวนคน และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้อง
สมมติว่าห้องกว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร
พื้นที่ห้องเท่ากับ 4 × 5 = 20 ตารางเมตร
หากเป็นห้องทั่วไปและใช้ค่าประมาณ 700 BTU ต่อตารางเมตร 20 × 700 = 14,000 BTU
จึงควรพิจารณาเครื่องขนาดใกล้เคียงกับค่าที่คำนวณได้ โดยอาจเลือกประมาณ 15,000 BTU หรือขยับตามรุ่นสินค้าที่มีจำหน่ายและสภาพห้องจริง
แต่หากห้องนี้อยู่ชั้นบนสุด โดนแดดบ่าย มีกระจกขนาดใหญ่ หรือมีผู้ใช้งานหลายคน อาจต้องพิจารณาขนาดสูงขึ้น เช่น ประมาณ 18,000 BTU
ขนาดห้อง | ห้องทั่วไป ไม่โดนแดดมาก | ห้องโดนแดดหรือมีความร้อนมาก |
|---|---|---|
9–12 ตร.ม. | 9,000 BTU | 9,000–12,000 BTU |
13–16 ตร.ม. | 9,000–12,000 BTU | 12,000 BTU |
ตารางนี้เป็นเพียงแนวทาง ไม่ควรใช้พื้นที่ห้องเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจซื้อ เพราะห้องขนาดเท่ากันอาจต้องใช้ BTU ต่างกันตามสภาพแวดล้อม
1. ทิศทางแดดและความร้อนสะสม ห้องที่ได้รับแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะแดดช่วงบ่าย มักมีความร้อนสะสมสูงกว่าห้องที่อยู่ในร่ม ลักษณะห้องที่ควรพิจารณาเพิ่ม BTU ได้แก่
ห้องอยู่ทางทิศตะวันตก
ผนังด้านนอกโดนแดดหลายด้าน
ห้องอยู่ชั้นบนสุดหรือใต้หลังคา
มีหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่
ไม่มีม่านหรือวัสดุกันความร้อน
หลังคาไม่มีฉนวนกันความร้อน
บางกรณี การติดม่าน ฟิล์มกรองแสง หรือฉนวนกันความร้อน อาจช่วยลดภาระของเครื่องได้ดีกว่าการเพิ่ม BTU เพียงอย่างเดียว
2. ความสูงของฝ้าเพดาน สูตรคำนวณทั่วไปมักอ้างอิงห้องที่มีฝ้าเพดานมาตรฐาน หากห้องมีฝ้าสูง ปริมาตรอากาศภายในจะมากขึ้น ทำให้เครื่องต้องรับภาระเพิ่ม พื้นที่ที่ควรประเมินเพิ่มเติม ได้แก่
ห้องโถงเพดานสูง
บ้านแบบดับเบิลวอลุ่ม
ร้านค้าที่มีฝ้าสูง
ห้องที่เปิดเชื่อมกับชั้นอื่น
พื้นที่ไม่มีฝ้าหรือเปิดถึงหลังคา
ห้องลักษณะนี้ควรให้ช่างประเมินจากปริมาตรและการไหลเวียนของอากาศ ไม่ควรคำนวณจากพื้นที่พื้นเพียงอย่างเดียว
3. จำนวนคนที่ใช้งานภายในห้อง คนภายในห้องเป็นแหล่งความร้อนอีกส่วนหนึ่ง ห้องที่มีผู้ใช้งานหลายคนจึงต้องรองรับภาระความร้อนมากกว่าห้องที่มีผู้ใช้งานเพียง 1–2 คน ตัวอย่างเช่น ห้องขนาดเดียวกันอาจใช้ BTU ต่างกัน หากเป็น
ห้องนอนสำหรับ 1–2 คน
ห้องประชุมสำหรับ 10 คน
ห้องเรียน
ร้านค้า
สำนักงานแบบเปิด
ร้านอาหารหรือพื้นที่รับรองลูกค้า
หากเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ ควรแจ้งจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยและจำนวนคนสูงสุดให้ช่างทราบก่อนเลือกเครื่อง
4. ประตู หน้าต่าง และพื้นที่กระจก ประตูและหน้าต่างเป็นจุดที่ความร้อนจากภายนอกสามารถเข้ามา และเป็นทางที่ความเย็นรั่วออกจากห้อง ควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
จำนวนหน้าต่าง
ขนาดของกระจก
ทิศทางที่กระจกหันรับแดด
ประตูเปิดและปิดบ่อยหรือไม่
ขอบประตูและหน้าต่างปิดสนิทหรือไม่
ห้องเชื่อมกับโถงหรือพื้นที่เปิดหรือไม่
ห้องกระจกหรือร้านค้าที่เปิดประตูเข้าออกบ่อย มักต้องการกำลังทำความเย็นมากกว่าห้องพักอาศัยแบบปิดที่มีขนาดเท่ากัน
5. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สร้างความร้อน อุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิดปล่อยความร้อนออกมาระหว่างใช้งาน เช่น
คอมพิวเตอร์
โทรทัศน์ขนาดใหญ่
ตู้แช่
เครื่องชงกาแฟ
เครื่องถ่ายเอกสาร
เตาอบหรือเตาไฟฟ้า
เซิร์ฟเวอร์
หลอดไฟกำลังสูง
หากมีอุปกรณ์จำนวนมากภายในห้อง ควรนำภาระความร้อนส่วนนี้มาพิจารณาร่วมกับขนาดพื้นที่
6. ลักษณะการใช้งานของห้อง ห้องแต่ละประเภทมีรูปแบบการใช้งานแตกต่างกัน จึงไม่ควรใช้ค่า BTU แบบเดียวกันทั้งหมด
ห้องนอน: มักมีผู้ใช้งานไม่มาก ประตูเปิดและปิดน้อย และใช้งานช่วงกลางคืน จึงมีภาระความร้อนค่อนข้างคงที่
ห้องรับแขก: มักมีพื้นที่กว้าง มีเฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก และอาจเชื่อมกับโถงหรือบันได ทำให้ความเย็นกระจายออกไปยังพื้นที่อื่น
สำนักงาน: ต้องดูจำนวนคน คอมพิวเตอร์ แสงสว่าง และระยะเวลาเปิดใช้งานต่อเนื่อง
ร้านค้า: มีคนเข้าออกบ่อย ประตูเปิดตลอด และอาจมีกระจกขนาดใหญ่ จึงมักมีภาระความร้อนสูงกว่าห้องพักอาศัย
ห้องครัวหรือพื้นที่เตรียมอาหาร: มีทั้งความร้อนและความชื้นสูง ควรประเมินระบบระบายอากาศร่วมด้วย ไม่ควรใช้สูตรห้องทั่วไปเพียงอย่างเดียว

ห้องขนาด 12 ตารางเมตร: หากเป็นห้องนอนทั่วไป ไม่โดนแดดมาก มีผู้ใช้งาน 1–2 คน อาจพิจารณาแอร์ประมาณ 9,000 BTU หากอยู่ชั้นบน โดนแดดช่วงบ่าย หรือมีหน้าต่างกระจกใหญ่ อาจพิจารณาประมาณ 12,000 BTU
ห้องขนาด 20 ตารางเมตร: ห้องทั่วไปอาจพิจารณาประมาณ 12,000–15,000 BTU หากห้องร้อน ฝ้าสูง หรือรับแดดมาก อาจขยับเป็นประมาณ 15,000–18,000 BTU
ห้องขนาด 30 ตารางเมตร: ห้องแบบปิดและมีผู้ใช้งานไม่มาก อาจเลือกประมาณ 18,000–21,000 BTU หากเชื่อมกับโถง มีประตูเปิดบ่อย หรือมีพื้นที่กระจกมาก อาจต้องพิจารณาประมาณ 24,000 BTU หรือแบ่งติดตั้งมากกว่าหนึ่งเครื่อง
ห้องขนาด 40 ตารางเมตร: ห้องทั่วไปอาจพิจารณาประมาณ 24,000–30,000 BTU แต่หากเป็นสำนักงานหรือร้านค้าที่มีคนและเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก อาจต้องใช้ประมาณ 30,000–36,000 BTU หรือแบ่งเครื่องเพื่อกระจายลมให้ทั่วถึง
ห้องขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าต้องใช้แอร์เครื่องใหญ่เพียงเครื่องเดียวเสมอไป การติดตั้งหลายเครื่องอาจเหมาะกว่าในกรณีดังนี้
ห้องมีรูปทรงยาว
มีผนังหรือเฟอร์นิเจอร์กั้นพื้นที่
ต้องการแบ่งโซนการใช้งาน
แต่ละโซนไม่ได้ใช้งานพร้อมกัน
ต้องการกระจายลมหลายทิศทาง
มีจุดสะสมความร้อนหลายบริเวณ
ข้อดีของการแบ่งหลายเครื่อง คือสามารถเปิดเฉพาะพื้นที่ที่ใช้งานและกระจายความเย็นได้ทั่วกว่า แต่ต้องพิจารณาค่าติดตั้ง พื้นที่วางคอยล์ร้อน ระบบไฟ และค่าดูแลรักษาหลายเครื่องร่วมด้วย
หลักการเลือก BTU ของแอร์อินเวอร์เตอร์และแอร์แบบทั่วไปยังคงอ้างอิงจากภาระความร้อนของห้องเหมือนกัน แอร์อินเวอร์เตอร์สามารถปรับกำลังการทำงานของคอมเพรสเซอร์ให้สอดคล้องกับอุณหภูมิภายในห้อง จึงช่วยรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอและลดการตัดต่อบ่อย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือก BTU ต่ำกว่าความต้องการของห้องเพียงเพราะเป็นอินเวอร์เตอร์ เพราะหากเครื่องเล็กเกินไป คอมเพรสเซอร์ก็ยังต้องทำงานหนักและอาจทำให้ห้องไม่เย็นตามที่ต้องการ
การเผื่อขนาดเล็กน้อยอาจเหมาะกับห้องที่มีภาระความร้อนสูง เช่น โดนแดดมาก ฝ้าสูง หรือมีผู้ใช้งานหลายคน แต่ไม่ควรขยับขนาดขึ้นหลายระดับโดยไม่มีเหตุผล เพราะอาจทำให้
ราคาตัวเครื่องสูงขึ้น
ค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งเพิ่มขึ้น
ลมแรงเกินความสบาย
เครื่องตัดเร็วเกินไป
ควบคุมความชื้นได้ไม่เหมาะสม
พี่ช่างแนะนำให้เผื่อตามสภาพห้องจริง มากกว่าการเลือกเครื่องใหญ่ไว้ก่อนทุกกรณี
ตำแหน่งติดตั้งมีผลต่อการกระจายลมและประสิทธิภาพการใช้งาน แม้เลือก BTU ได้เหมาะสม แต่หากติดตั้งในจุดอับหรือมีสิ่งกีดขวาง ลมเย็นก็อาจกระจายได้ไม่ทั่ว ตำแหน่งคอยล์เย็นควร
เป่าลมไปตามแนวยาวของห้อง
ไม่มีตู้หรือผ้าม่านขวาง
ไม่เป่าตรงตัวผู้ใช้งานตลอดเวลา
มีพื้นที่สำหรับถอดล้างและซ่อมบำรุง
สามารถเดินท่อน้ำทิ้งได้เหมาะสม
คอยล์ร้อนควรอยู่ในจุดที่อากาศถ่ายเท ไม่มีสิ่งของกีดขวาง และสามารถระบายลมร้อนได้ดี การเลือก BTU และตำแหน่งติดตั้งจึงควรพิจารณาไปพร้อมกัน
แอร์แต่ละขนาดใช้กำลังไฟแตกต่างกัน ระบบไฟจึงต้องรองรับตัวเครื่องอย่างเหมาะสม ก่อนติดตั้งควรตรวจสอบ
ขนาดสายไฟ
ขนาดเบรกเกอร์
วงจรไฟสำหรับแอร์
จุดตัดไฟหรือสวิตช์
สภาพตู้ไฟเดิม
ระยะทางเดินสาย
ข้อกำหนดของเครื่องแต่ละรุ่น
ไม่ควรเลือกขนาดแอร์แล้วติดตั้งกับสายไฟหรือเบรกเกอร์เดิมโดยไม่ตรวจสอบ เพราะอาจเกิดความร้อนสะสม เบรกเกอร์ตัด หรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
เลือกจากราคาถูกที่สุด: แอร์ราคาถูกแต่ขนาดเล็กเกินไป อาจทำให้เครื่องทำงานหนักและมีค่าใช้จ่ายระยะยาวสูงขึ้น
เลือกเครื่องใหญ่ที่สุดไว้ก่อน: BTU สูงเกินความจำเป็นไม่ได้รับประกันว่าจะประหยัดไฟหรือเย็นสบายกว่าเสมอไป
คำนวณจากพื้นที่อย่างเดียว: พื้นที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องดูแดด ฝ้า จำนวนคน กระจก และเครื่องใช้ไฟฟ้าร่วมด้วย
ซื้อขนาดเดียวกับเครื่องเดิมโดยไม่ประเมินใหม่: หากมีการต่อเติม เปลี่ยนกระจก ย้ายตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ หรือเปลี่ยนลักษณะการใช้งาน ขนาดเดิมอาจไม่เหมาะอีกต่อไป
ไม่ตรวจระบบไฟก่อนซื้อ: แอร์ขนาดใหญ่ขึ้นอาจต้องใช้สายไฟและเบรกเกอร์ที่แตกต่างจากเครื่องเดิม
ไม่วางแผนตำแหน่งคอยล์ร้อน: แม้ขนาด BTU ถูกต้อง แต่ถ้าคอยล์ร้อนอยู่ในจุดอับ เครื่องอาจระบายความร้อนได้ไม่ดีและทำงานหนักขึ้น
ก่อนซื้อแอร์ ควรเตรียมข้อมูลต่อไปนี้
ความกว้างและความยาวของห้อง
ความสูงของฝ้าเพดาน
ทิศทางที่ห้องรับแสงแดด
จำนวนและขนาดของหน้าต่าง
จำนวนคนที่ใช้งานเป็นประจำ
จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้อง
ลักษณะการเปิดและปิดประตู
ประเภทห้องและช่วงเวลาใช้งาน
ตำแหน่งคอยล์เย็น
ตำแหน่งคอยล์ร้อน
แนวเดินท่อน้ำยาและท่อน้ำทิ้ง
ความพร้อมของระบบไฟฟ้า
ข้อมูลยิ่งครบ การประเมินขนาดเครื่องก็ยิ่งใกล้เคียงกับการใช้งานจริง
การเลือกขนาดแอร์ผิด อาจทำให้ลูกค้าต้องเจอกับปัญหาห้องไม่เย็น เครื่องทำงานหนัก ค่าไฟสูง หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการเปลี่ยนเครื่องในภายหลัง ทีมช่างดีจึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบพื้นที่และลักษณะการใช้งานก่อนติดตั้ง โดยพิจารณาทั้งขนาดห้อง ทิศทางแดด ความสูงของฝ้า จำนวนคน ตำแหน่งติดตั้ง ระบบไฟ และแนวเดินท่อ

ทีมช่างดีช่วยดูแลได้ตั้งแต่
ประเมิน BTU ให้เหมาะกับพื้นที่
แนะนำตำแหน่งคอยล์เย็นและคอยล์ร้อน
ตรวจสอบระบบไฟก่อนติดตั้ง
วางแนวท่อน้ำยาและท่อน้ำทิ้ง
แจ้งขอบเขตงานและค่าใช้จ่ายก่อนเริ่ม
ติดตั้งตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม
ทดสอบความเย็น เสียง และการระบายน้ำ
เก็บพื้นที่หลังติดตั้งให้เรียบร้อย
มีช่องทางติดต่อหลังจบงาน
เพราะสำหรับช่างดี งานติดตั้งแอร์ที่ดีไม่ได้เริ่มตอนยกเครื่องขึ้นผนัง แต่เริ่มจากการเลือกขนาดให้เหมาะกับบ้านและการใช้งานของลูกค้า
ห้อง 12 ตารางเมตรควรใช้แอร์กี่ BTU: ห้องทั่วไปที่ไม่โดนแดดมากและมีผู้ใช้งาน 1–2 คน อาจเริ่มพิจารณาที่ประมาณ 9,000 BTU แต่หากอยู่ชั้นบนหรือโดนแดดมาก อาจพิจารณาประมาณ 12,000 BTU
ห้อง 20 ตารางเมตรควรใช้แอร์กี่ BTU: ห้องทั่วไปอาจเลือกประมาณ 12,000–15,000 BTU หากมีความร้อนสะสม ฝ้าสูง หรือโดนแดดมาก อาจขยับเป็นประมาณ 15,000–18,000 BTU
ห้องโดนแดดต้องเพิ่ม BTU หรือไม่: มีโอกาสต้องเพิ่ม เพราะห้องรับภาระความร้อนมากกว่าปกติ แต่ควรดูพื้นที่กระจก ผนัง ฉนวน และช่วงเวลาที่รับแดดร่วมกัน
เลือก BTU สูงกว่าที่คำนวณไว้ได้หรือไม่: สามารถเผื่อได้ตามภาระความร้อนจริง แต่ไม่ควรเผื่อมากเกินไป ควรให้ช่างช่วยประเมินก่อนเลือกขนาดเครื่อง
แอร์ BTU เล็กเกินไปทำให้กินไฟหรือไม่: มีโอกาส เพราะเครื่องอาจทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อพยายามรักษาอุณหภูมิให้ถึงค่าที่ตั้งไว้
แอร์ BTU ใหญ่เกินไปประหยัดไฟกว่าหรือไม่: ไม่เสมอไป เครื่องที่ใหญ่เกินความจำเป็นอาจตัดบ่อย ควบคุมความชื้นไม่เหมาะสม และมีต้นทุนสูงขึ้น
แอร์อินเวอร์เตอร์เลือก BTU เล็กลงได้หรือไม่: ไม่ควรเลือกต่ำกว่าภาระความร้อนของห้องเพียงเพราะเป็นระบบอินเวอร์เตอร์ เพราะขนาดเครื่องยังต้องเหมาะกับพื้นที่และสภาพการใช้งาน